ไมโครซอฟท์จะยุติการให้บริการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ วินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 และ 2003 R2 ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 โดยองค์กรที่ยังคงใช้งานระบบปฏิบัติการเซิร์ฟเวอร์รุ่นนี้จะมีเวลาหนึ่งปีในการเตรียมตัวถ่ายโอนระบบเซิร์ฟเวอร์ไปสู่ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ เพื่อให้ปลอดกังวลทั้งในด้านความปลอดภัย การรับรองเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนการบำรุงรักษาระบบ และการรองรับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ในอนาคต

องค์กรต่างๆ ทั่วโลกได้ให้ความไว้วางใจใน วินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 มาเป็นระยะเวลากว่า 11 ปีเต็ม โดยระบบปฏิบัติการเซิร์ฟเวอร์รุ่นนี้ได้ขับเคลื่อนโครงสร้างระบบไอทีขององค์กรต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจอีกนับไม่ถ้วน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสไปซ์เวิร์กส์ เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่มีสมาชิกกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก ระบุว่ากว่า 42% ขององค์กรในประเทศไทยยังคงใช้งานเซิร์ฟเวอร์บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 อยู่อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง ในเดือนมิถุนายน 2557
“ข้อมูลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 เป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นที่นิยมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตลอด 11 ปีที่ผ่านมา” แคธริน พริบิช ผู้จัดการโครงการ วอยซ์ ออฟ ไอที ของสไปซ์เวิร์กส์ กล่าว “อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีคลาวด์และเทรนด์การทำงานนอกสถานที่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อการทำงานไปไม่น้อย จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในองค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ภายในองค์กร ดังนั้น การที่ไมโครซอฟท์ประกาศยุติการสนับสนุนวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกองค์กรจะได้ออกแบบและพัฒนาระบบไอทีรูปแบบใหม่ ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมตอบสนองความต้องการขององค์กรต่อไปในอนาคต”
นับจากวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป วินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 จะไม่ได้รับการอัปเดตหรือพัฒนาเพิ่มเติมใดๆ อีกต่อไป ตามนโยบายการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ ถึงแม้ว่าองค์กรต่างๆ จะยังสามารถใช้งานระบบปฏิบัติการรุ่นนี้ต่อไปได้ตามปกติ แต่เซิร์ฟเวอร์และแอพพลิเคชั่นที่ต้องพึ่งพาวินโดวส์รุ่นนี้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ รวมไปถึงการตรวจสอบเกณฑ์มาตรฐานและข้อกำหนดต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์รุ่นเก่าที่ใช้กับวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับผู้บุกรุก ระบบไฟร์วอลล์ หรือแม้แต่การแบ่งส่วนระบบเครือข่ายเพื่อแยกระบบเก่าและระบบใหม่ออกจากกัน

นอกจากนี้ พัฒนาการที่ไม่หยุดยั้งตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงโลกเทคโนโลยีไปอย่างสิ้นเชิง โดยเทคโนโลยีคลาวด์และเทรนด์ใหม่ๆ ในด้านอุปกรณ์พกพาและ big data ทำให้ความต้องการในด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ขณะที่การรักษาสมดุลระหว่างความคล่องตัวทางธุรกิจและการบริหารค่าใช้จ่ายก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง วินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 จึงขาดคุณสมบัติที่จะรองรับความต้องการทางธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน
“ไมโครซอฟท์ได้ทำการสื่อสารอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกค้าได้ทราบถึงการสิ้นสุดการสนับสนุนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 อย่างทั่วถึง” สุชาลักษณ์ สรณานุสรณ์ ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเซิร์ฟเวอร์ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “ถึงแม้ว่าการใช้งานระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับรุ่นเก่าจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การยุติการสนับสนุนในอีกหนึ่งปีข้างหน้านี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่องค์กรต่างๆ จะตัดสินใจย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์ ซึ่งการย้ายเซิร์ฟเวอร์สู่ระบบคลาวด์อาจกินเวลานานถึง 200 วัน ในขณะที่การถ่ายโอนแอพพลิเคชั่นต่างๆ อาจต้องใช้เวลาเกินกว่า 300 วัน สำหรับทางไมโครซอฟท์เอง เราได้เตรียมเส้นทางการอัพเกรดระบบสู่แพลตฟอร์มคลาวด์ไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าลูกค้าจะต้องการระบบคลาวด์แบบ on-premise ภายในองค์กรเอง แบบสาธารณะ หรือคลาวด์ที่บริหารจัดการโดยผู้ให้บริการในเครือข่ายพันธมิตรของไมโครซอฟท์”
ทั้งนี้ ลูกค้าองค์กรที่ยังใช้งานวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 สามารถอัพเกรดมาใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2012 R2 และโซลูชั่นไมโครซอฟท์ ซิสเต็ม เซ็นเตอร์ 2012 R2 เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีล่าสุดของไมโครซอฟท์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการประมวลผล การเก็บข้อมูล การจัดการระบบ การจำลองเครือข่าย การรักษาความปลอดภัยและควบคุมการเข้าถึงข้อมูล และแพลตฟอร์มการพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้ ลูกค้าที่ใช้งานวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2012 R2 ยังสามารถเสริมสร้างความคล่องตัวและควบคุมค่าใช้จ่ายในการขยายธุรกิจได้ด้วยระบบคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาชัวร์ และออฟฟิศ 365 อีกด้วย
“ผู้บริหารระดับ CIO ทุกท่านต่างก็ต้องการมีรากฐานระบบไอทีที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีคลาวด์ เพื่อให้องค์กรสามารถรองรับความต้องการในด้านแอพ การใช้งานอุปกรณ์พกพา และการวิเคราะห์ข้อมูล ทุกวันนี้ เทคโนโลยีได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญจนขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจ ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกองค์กรจะเตรียมพร้อมก้าวสู่ยุค ‘mobile first, cloud first’ ภายใต้วิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ ที่มุ่งนำเสนอระบบคลาวด์ในรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า”

ปูทางก่อนก้าวสู่คลาวด์
ถึงแม้ว่าการอัพเกรดระบบปฏิบัติการเซิร์ฟเวอร์จะเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย แต่ไมโครซอฟท์ก็พร้อมช่วยเหลือให้การถ่ายโอนระบบเป็นไปอย่างราบรื่น ผ่านทางสามช่องทางดังนี้

บริษัท ไซเคิล แอนด์ แคร์ริเอจ อินดัสทรีส์ ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ ได้ยกระดับประสิทธิภาพระบบเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูลขององค์กรด้วยการอัพเกรดมาใช้งานวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2012 R2 ควบคู่กับองค์ประกอบบางส่วนจากโซลูชั่นซิสเต็ม เซ็นเตอร์ 2012 R2 ซึ่งทำให้บริษัทสามารถวิเคราะห์สถานภาพการทำงานของระบบคลาวด์ของตนเองได้อย่างทั่วถึง สามารถบริหารโครงสร้างทั้งระบบ VMware, Citrix และ Hyper-V ได้จากหน้าจอเดียว ทั้งยังได้รับรายงานด้านประสิทธิภาพการทำงานของเซิร์ฟเวอร์อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และลดเวลาการบริหารจัดการเซิร์ฟเวอร์ลงได้กว่า 20%
ทั้งนี้ องค์กรที่ต้องการถ่ายโอนแอพพลิเคชันและระบบงานต่างๆ ไปสู่ระบบคลาวด์แบบสาธารณะ สามารถเลือกใช้งาน ไมโครซอฟท์ อาชัวร์ แพลตฟอร์มคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมรองรับทุกการใช้งาน และช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้งานและจัดการแอพพลิเคชันได้จากทุกที่ทั่วโลก ผ่านทางเครือข่ายศูนย์ข้อมูลของไมโครซอฟท์ ผู้พัฒนาแอพสามารถสร้างสรรค์โปรแกรมโดยใช้ภาษาหรือเครื่องมือใดก็ได้บนอาชัวร์ และยังสามารถผนึกเอาแอพคลาวด์เหล่านี้เข้ากับระบบไอทีที่มีอยู่เดิมได้อีกด้วย
ส่วนองค์กรที่ใช้งานเซิร์ฟเวอร์บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 เพื่อให้บริการด้านอีเมลและการติดต่อสื่อสาร ก็สามารถเลือกใช้ออฟฟิศ 365 บริการคลาวด์เพื่อการสร้างสรรค์และประสานงานที่ครบครันด้วยแอพพลิเคชันออฟฟิศที่คุ้นเคย พร้อมด้วยบริการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Lync และ Skype สำหรับการสนทนาออนไลน์Exchange Online สำหรับอีเมล OneDrive สำหรับการเก็บข้อมูลบนคลาวด์
ทำนายเบอร์มือถือ เบอร์สวย เบอร์มงคล
รับซื้อมือถือ รับเครื่องถึงบ้าน
บูลอาเมอร์ ฟิล์มกระจกกันรอยมือถือ
ที่มา : www.microsoft.com วันที่ : 22 กรกฎาคม 2557
รีวิว ASUS Zenbook S 14 (UX5406AA) ที่สุดของความพรีเมียมปี 2026 ผสานวัสดุใหม่เซราลูมิเนียมและขุมพ...
3 เหตุผลเด่นที่ทำให้หูฟัง HUAWEI FreeClip 2 เป็นผู้นำตลาดหูฟัง Open Ear ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ไ...
Samsung เปิดตัวแล็ปท็อป AI PC สเปกสุดล้ำ Galaxy Book6 Series อย่างเป็นทางการ
realme Buds T500 Pro หูฟังไร้สาย TWS เคสสวยทรงกล่อง ตัดเสียงรบกวนเยี่ยม 50 เดซิเบล
รีวิว Baseus Bowie MP1 หูฟังไซส์มินิ ไอเทมกู้ชีพคนต้องการความสงบ! ตัดเสียงกริบ แบตอึด เสียง Hi-Re...
OnePlus Nord Buds 4 Pro หูฟังไร้สาย TWS รองรับ ANC พร้อมแบตเตอรี่ใช้รวม 54 ชั่วโมง
OnePlus 15T เรือธงไซต์เล็ก Snapdragon 8 Elite Gen 5 แบตเตอรี่ 7500mAh ชาร์จเร็ว 100W
Nothing Phone (4a) Series พร้อมขายในไทย กับสมาร์ตโฟนดีไซน์เอกลักษณ์ เน้นพลังซูมมากขึ้น
สมาร์ตโฟน Xiaomi รุ่นไหนดี 2026 รวม 5 รุ่นน่าซื้อ สเปคแรง กล้องดี คุ้มค่า
iQOO 15R เปิดราคาในไทย สมาร์ตโฟนสเปคตึงๆ แรงระดับเรือธง Snapdragon 8 Gen 5
OnePlus Nord Buds 4 Pro หูฟังไร้สาย TWS รองรับ ANC พร้อมแบตเตอรี่ใช้รวม 54 ชั่วโมง
vivo Y11 5G สมาร์ตโฟนชิปเซ็ต Dimensity 6300 แบตเตอรี่ใหญ่ 6500mAh5 เม.ย. 69 07:00