หมวดอื่นๆ (Other) | วันที่ : 16 พฤษภาคม 2558
หากนึกถึงบริษัทเทคโนโลยีในประเทศสหรัฐอเมริกา สองบริษัทที่มีตำนานมาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงเรียงนามไปทั่วโลก ก็คงหนีไม่พ้นบริษัท Apple และ Microsoft ซึ่งทั้งสองมีจุดเริ่มต้นการดำเนินธุรกิจคล้ายกัน โดยบริษัทผลไม้เติบโตมาจากธุรกิจเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนไมโครซอฟท์เดินทางมาด้วยระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์

และในปัจจุบันการทำธุรกิจของบริษัททั้งสอง ก็ถือได้ว่าไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก โดยมีทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (Personal Computer), สมาร์ทโฟน (Smartphone), อุปกรณ์เสริมทั้งหลาย ทว่าวิสัยทัศน์ หรือ Visions กลับกลายเป็นสิ่งที่สวนทางกัน ว่าแต่จะเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน...?


ก่อนจะไปดูในเรื่องราวของวิสัยทัศน์ เรามารู้จักกับ CEO ของบริษัททั้งสองกันก่อนว่าเขาคือใคร เป็นใครมาจากไหน และมีหน้าตาเป็นอย่างไร
บริษัท "Apple" มีตำแหน่ง Chief Executive Officer หรือ CEO คนที่สองแล้ว โดยคนแรกอย่างที่เรารู้จักกันก็คือ Steven Paul Jobs และคนที่สองก็คือ Timothy Donald Cook ซึ่งเขา (ทิม) ได้เข้ามาเริ่มงานในบริษัทแอปเปิ้ลปีค.ศ. 1998 หรือพ.ศ. 2541 เป็นระยะเวลากว่า 17 ปีแล้วที่เขาได้ทำงานอยู่ในบริษัท

หนึ่งในไฮไลท์ของการทำงานของเขาคือ "การปฏิรูประบบการผลิตที่ไร้ประสิทธิภาพ" ซึ่งช่วงเวลานั้นแอปเปิ้ลมีผลประกอบการติดลบ ทำให้บริษัทเกิดวิกฤตด้วยการที่มีสินค้าคงคลังอยู่มาก ประกอบกับโรงงานมีมากกว่า จำนวนสินค้าที่ขายได้ จึงทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่สมดุลกัน
ดังนั้นทิมจึงตัดสินใจประกาศปิดโรงงาน รวมถึงโกดังทั่วโลก แล้วหันไปจ้างบริษัทในทวีปเอเชียให้ทำการผลิตแทน พร้อมทั้งดำเนินการจัดการสินค้าคงคลังให้ด้วยเช่นกัน และการตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้บริษัทกลับมามีผลกำไรมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วน Microsoft ณ ตอนนี้ก็ได้มีการผลัดเปลี่ยน CEO เจนเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว โดยคนแรกก็คือ Bill Gates ลำดับต่อมาคือ Steve Ballmer และผู้บริหารคนปัจจุบันมีนามว่า "Satya Nadella" โดยเขานั้นเริ่มทำงานกับไมโครซอฟท์ตั้งแต่เรียนปริญญาโทปีค.ศ. 1992 หรือพ.ศ. 2535 เป็นระยะเวลากว่า 23 ปีเลยทีเดียว


ซึ่งนาเดลลาก่อนจะมาเป็น CEO เขาได้เริ่มทำงานระดับเล็ก จนเติบโตมาเป็นผู้บริหาร โดยได้คุมงานส่วนสำคัญในบริษัทมากมาย ทำให้เขานั้นมีความรู้ความเข้าใจในองค์กร พร้อมทั้งสามารถมองโลกอนาคตออกว่า "วันข้างหน้าไมโครซอฟท์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกเทคโนโลยีอย่างไร"

หลังจากรู้จักกับผู้บริหารทั้ง 2 บริษัทแล้ว ลำดับไปเรามาดูในส่วนของวิสัยทัศน์กันบ้าง ว่าทำไมเส้นทางเดินของทั้งสองถึงแตกต่างกัน และเป้าหมายของ Apple กับ Microsoft จะเป็นอย่างไร...?
1. บริการของแต่ละบริษัท เช่นแอปฯ, อุปกรณ์เสริม สามารถใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์ม เสมือนเป็นส่วนเติมเต็มกันและกัน กล่าวคือ ถึงแม้แต่ละฝ่ายมีระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเอง ทว่าก็ไม่ได้ปิดโอกาสให้มีแค่การบริการของตนเองเท่านั้น แต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ได้มากที่สุด

แต่สำหรับวิสัยทัศน์ดังกล่าวยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทาง Apple จะยอมให้อุปกรณ์ของตนเอง ใช้ในระบบของ Microsoft ได้หรือไม่ ดังเช่นที่ไมโครซอฟท์เลือกให้อุปกรณ์ของตนเองใช้งานกับ iOS ได้

และในส่วนของแอปฯ ก็เช่นกันที่ทางไมโครซอทฟ์มองว่าสิ่งสำคัญของผลิตภัณฑ์ หรือการบริการ คือสามารถเข้าถึงการใช้งานรูปแบบต่างๆ จากผู้ใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์ม เช่น แอปฯ Microsoft Office

2. Apple ยังคงเดินพัฒนาในสิ่งที่ตนเองทำสำเร็จมาแล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่ Microsoft เลือกทำสิ่งที่แตกต่าง
อย่างที่เราได้ทราบกันบริษัท Apple ยังคงเดินหน้าผลิตสินค้าต่างๆ ในรูปแบบเดิม แต่เลือกทำให้มันมีประสิทธิภาพ รวมถึงประสิทธิผลมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง อีกทั้งยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้ได้ยลโฉมกันอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังต้องการให้ซอฟ์ตแวร์ และการบริการ อาทิ iPhone, iPad หรือ Mac เข้ากับได้เป็นอย่างดีกับ iTunes หรือผลิตภัณฑ์ต่างในอนาคตที่จะเกิดขึ้น เสมือนว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน

ในขณะที่ Microsoft มีเป้าหมายการดำเนินธุรกิจด้วยความแตกต่าง ซึ่งพื้นฐานของบริษัทไมโครซอทฟ์ คือ ต้องการให้ผู้ใช้งานสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ หรือบริการของตนเองได้มากที่สุด ดังเช่นปณิธานการก่อตั้งบริษัทที่ว่า "จะทำให้โต๊ะทำงานทุกตัว และในทุกบ้านต้องมีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งาน"

3. ระบบปฏิบัติการเหมือนจะไม่เป็นปัจจัยสำคัญของ Microsoft แต่สำหรับ Apple มันคือสิ่งสำคัญ
ในโลกของเทคโนโลยีสำหรับแพลตฟอร์ม ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก เพราะมันทำให้บริษัทที่เป็นเจ้าของสามารถจะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการของตนเอง ดังนั้นถ้าหากสามารถทำให้ระบบปฏิบัติการครองส่วนแบ่งทางการตลาด ครองใจผู้ใช้งานด้วยประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของ OS ได้มาก บางทีการกำหนดทิศทางตลาดอาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ดังเช่นที่ Apple ได้เลือกการพัฒนา OS ของตนเองให้เป็นระบบปฏิบัติการปิด ผู้ที่จะใช้งานได้ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการของแอปเปิ้ลเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นทาง Microsoft ที่เลือกให้ระบบปฏิบัติการของตนเอง หรือ Windows Phone จะสามารถใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์ม (One Platform for All The Devices)

เรียกได้ว่าทั้งสองบริษัทนอกจากจะมีประวัติมาอย่างยาวนานแล้ว การดำเนินธุรกิจของทั้งคู่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกัน สุดท้ายอนาคตบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริการะหว่าง Apple กับ Microsoft จะร่วมมือกันได้หรือไม่ พร้อมทั้งจะสามารถสร้างเส้นทางการเดินทางในโลกของเทคโนโลยีได้ขนาดไหน เราคงต้องติดตามกันต่อไป
ทำนายเบอร์มือถือ เบอร์สวย เบอร์มงคล
รับซื้อมือถือ รับเครื่องถึงบ้าน
บูลอาเมอร์ ฟิล์มกระจกกันรอยมือถือ
วันที่ : 16 พฤษภาคม 2558
5 สมาร์ตโฟนที่คนค้นหามากที่สุดใน Siamphone อัปเดตเดือนเมษายน 2026
หลุดสเปค Xiaomi Civi 6 และ Civi 6 Pro ลือใช้ชิปฯ Dimensity และจัดเต็มกล้อง Periscope 50MP ซูม 5 เท่า
HONOR Play 80 Plus สมาร์ตโฟนชิปเซ็ต Snapdragon 4 Gen 4 หน้าจอรีเฟรช 120Hz
HONOR Play 70C สมาร์ตโฟนตัวเริ่มต้น ชิปเซ็ต Helio G81 Ultra แบตเตอรี่ 5300mAh
HUAWEI เปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธง Pura 90 Series จัดเต็ม 3 รุ่นท็อป ชูจุดเด่นกล้องสุดล้ำและฟีเจอร์ AI
Galaxy A57 5G และ A37 5G ใช้งาน Circle to Search ได้แล้ว แค่วงปุ๊ป ค้นหาครบลุคได้ปั๊ป
HONOR Play 70C สมาร์ตโฟนตัวเริ่มต้น ชิปเซ็ต Helio G81 Ultra แบตเตอรี่ 5300mAh
เปิดตัว Motorola Edge 70 Pro เวอร์ชัน Global อัปเกรดกล้อง Periscope 50MP และรองรับชาร์จไร้สาย
realme C100i เปิดราคา 4,999 บาท แบต 7000mAh และโครงสร้าง ArmorShell ทนทานระดับกองทัพ
รวมสมาร์ตโฟนขายดี ประจำเดือนเมษายน 20265 ชั่วโมงที่แล้ว
รีวิว WIKO T30 5G สมาร์ตโฟน 5G สเปคคุ้มค่าในราคาเข้าถึงง่าย10 ชั่วโมงที่แล้ว