หมวดอื่นๆ (Other) | วันที่ : 21 พฤศจิกายน 2556
หากจะกล่าวถึงปัจจัยในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่องในปัจจุบันคงจะหนีไม่พ้นเรื่องความละเอียดของหน้าจอแสดงผลที่เป็น 1 ในปัจจัยหลักสำหรับการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนของใครหลายคนอย่างแน่นอน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสมาร์ทโฟนในราคาระดับเดียวกัน รุ่นไหน แบรนด์ไหนจะมีหน้าจอที่คมชัดและสวยกว่ากัน?

หลายคนคงเคยได้ยินหรือได้เห็นคำว่า " PPI (Pixel Per Inch)" ซึ่งเกี่ยวข้องกับจอแสดงผลกันมาบ้าง ที่ในช่วงหลังๆ มานี้ผู้ผลิตมือถือแต่ละแบรนด์ต่างกล่าวถึงกันมากขึ้น ต่างจากเมื่อสมัยก่อนที่มักจะกล่าวถึงเรื่องของ CPU (Quad-core, Dual Core ฯลฯ) ในการโปรโมตผลิตภัณฑ์มากกว่า ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักคำว่า " PPI" กันให้มากขึ้นอีกนิด

ค่า PPI หรือ Pixel Per Inch นั้นมักจะใช้บอกถึงความละเอียดภาพที่แสดงผลบนหน้าจอแสดงผลในแง่ของจำนวนเม็ดพิกเซลต่อพื้นที่แสดงผลขนาด 1 ตารางนิ้ว ยกตัวอย่างเช่น มือถือแบรนด์หนึ่งมีหน้าจอความละเอียด 440 PPI นั้นหมายความว่าในพื้นที่หน้าจอขนาด 1 ตารางนิ้วนั้น จะมีเม็ดพิกเซลเล็กๆ เรียงกันถึง 440 พิกเซลเลยทีเดียว หากเปรียบเป็นการปลูกข้าว ก็เท่ากับว่าในพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว นั้นมีต้นข้าวปลูกอยู่ถึง 440 ต้นนั้นเอง

ค่า PPI ยิ่งมากยิ่งดีจริงหรือ?
ตามทฤษฎีแล้วค่า PPI ที่มากกว่าน่าจะมีหน้าจอที่สวยและคมชัดกว่านั้นเอง แต่....จริงๆ แล้วไม่ได้มีแค่นั้น

Steve Jobs เคยบอกไว้ว่าตาของมนุษย์เรานั้นมีขีดจำกัดในความสามารถแยกแยะความละเอียดของหน้าจอได้เต็มที่ระดับ 326 PPI เท่านั้น (เป็นที่มาของชื่อ Retina Display ที่ใช้เรียกหน้าจอของ Apple ที่มีความละเอียดระดับสูงสุดที่สายตามนุษย์แยกออก) ดังนั้นถ้าเป็นไปตามที่ Steve jobs กล่าวไว้ นั้นหมายความว่าหากเรานำหน้าจอแสดงผลสองชิ้นมาเทียบกัน ซึ่งแต่ละชิ้นมีค่า PPI ไม่เท่ากันและต่ำกว่า 326 PPI เราจะสามารถเห็นถึงความแตกต่างของการแสดงผลบนหน้าจอได้

ในทางกลับกันถ้าหน้าจอมีค่า PPI เกิน 326 PPI เมื่อมองด้วยตาเปล่าเราจะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของการแสดงผลได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น หน้าจอ iPhone 5 (326 PPI) เทียบกับ HTC One (468 PPI) แม้ HTC One จะมีค่า PPI มากกว่า iPhone 5 แต่เราก็ไม่สามารถแยกความต่างได้ชัดเจนเนื่องจากความละเอียดเลยระดับสูงสุดที่สายตามนุษย์แยกออก (326 PPI) ไปแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม คุณภาพของจอแสดงผล ความสวยงามและความคมชัดของจอแสดงผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับความละเอียดพิกเซลเพียงอย่างเดียว โดยจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน (เช่น ชนิดและเทคโนโลยีของหน้าจอที่ใช้ (IPS, AMOLED ฯลฯ), ระดับความสว่าง, คุณภาพในการผลิต, ปริมาณการใช้พลังงาน เป็นต้น)

แล้วเราจะรู้ค่า PPI นี้ได้อย่างไร? โดยส่วนมากแล้วทางผู้ผลิตจะบอกมาในสเปกของเครื่องอยู่แล้วแต่เราก็สามารถคำนวณหาค่า PPI ได้จากสูตรทางคณิตได้เช่นกัน
ค่า PPI = (Squt(ความกว้าง2+ ความยาว2)) / ขนาดหน้าจอ (นิ้ว)
เช่น iPhone 5 มีความละเอียดหน้าจอ 1136x640 พิกเซล มีขนาดหน้าจอ 4 นิ้ว หากแทนลงสูตรการหาค่าทางคณิตจะได้เป็น (Squt(11362+6402))/4 = 326 ppi นั้นเอง

สุดท้ายแล้วค่า PPI เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนได้ตรงความต้องการมากขึ้นเท่านั้น แต่ท้ายสุดแล้วเราควรจะเลือกซื้อในรุ่นที่เราชอบและตอบโจทย์ในการใช้งานในชีวิตประจำวันของเราได้มากกว่า เพื่อการใช้งานที่คุ้มค่าและมีความสุขไปกับมันไปนานๆ
ทำนายเบอร์มือถือ เบอร์สวย เบอร์มงคล
รับซื้อมือถือ รับเครื่องถึงบ้าน
บูลอาเมอร์ ฟิล์มกระจกกันรอยมือถือ
วันที่ : 21 พฤศจิกายน 2556
Amazfit Active 3 Premium สมาร์ทวอทช์เรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ยกระดับการฝึกซ้อมและการใช้ชีวิตในหนึ่งเดียว
เคส Samsung Galaxy S26 และ S26 Ultra รุ่นใหม่ รองรับ MagSafe พร้อมดีไซน์กว่า 150 แบบ
realme 16 5G ชูดีไซน์ Camera Bar พร้อม Selfie Mirror ครั้งแรกในอุตสาหกรรมถ่ายเซลฟีคุณภาพสูง
HONOR 600 Lite สมาร์ตโฟนชิปเซ็ต Dimensity 7100 Elite กล้องหลังคู่คมชัด 108MP
iPad Air M4 แรงขึ้น 30% ด้วยชิป M4 พร้อมเพิ่มความลื่นกับ RAM 12GB
เผย 5 จุดเด่นของ MG IM5 พร้อมให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ20 มี.ค. 69 07:00