การกลับมาของ REDMI Note Series ในปีนี้ ไม่ใช่แค่การอัปเกรดสเปคตามรอบปีปกติ แต่เป็นการรีเซ็ตมาตรฐานของสมาร์ตโฟนระดับระดับกลางค่อนสูงครั้งสำคัญ การเปิดตัว REDMI Note 15 Pro+ 5G วางจุดยืนของตัวเองไว้อย่างชัดเจนในการเป็น "King of Durability" หรือสมาร์ตโฟนที่เน้นความทนทานเป็นหัวใจหลัก เพื่ออุดช่องโหว่ของผู้ใช้งานยุคปัจจุบันที่ต้องการมือถือที่สวยหรูแต่ต้องถึกทนโดยรุ่นนี้ตั้งใจชนกับคู่แข่งในตลาดที่มักจะต้องแลกมาระหว่างดีไซน์ที่บางเบากับแบตเตอรี่ที่อึดทน แต่ REDMI เลือกที่จะใส่มาให้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน นี่คือการขยับเพดานมาตรฐานอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
ไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดของ REDMI Note 15 Pro+ 5G จนต้องยกมาพูดถึงเป็นอันดับแรกคือ REDMI Titan Durability นี่ไม่ใช่แค่ชื่อทางการตลาด แต่คือการยกเครื่องโครงสร้างตัวเครื่องใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่เมนบอร์ดที่มีความแข็งแรงสูง เฟรมกลางเสริมพิเศษและวัสดุดูดซับแรงกระแทกถึง 7 จุดสำคัญ ผลลัพธ์คือการผ่านการรับรอง SGS Premium Performance ระดับ 5 ดาว สามารถทนต่อการตกจากความสูงได้ถึง 2.5 เมตร บนพื้นแข็ง

หัวใจสำคัญอีกอย่าง REDMI Note 15 Pro+ 5G คือมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP69K ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในวงการ (เหนือกว่า IP68 ทั่วไป) โดยสามารถทนต่อแรงดันน้ำสูงและน้ำอุณหภูมิสูงได้ ที่สำคัญยังผ่านการรับรองจาก TÜV SÜD ว่าสามารถแช่น้ำลึก 2 เมตรได้ยาวนานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง ทำให้มั่นใจได้ว่าอุบัติเหตุในชีวิตประจำวันแทบจะทำอะไรเจ้าเครื่องนี้ไม่ได้ ผสานกับกระจกหน้าจอ Corning Gorilla Glass Victus 2 ที่ขึ้นชื่อเรื่องการกันรอยขีดข่วนและการตกกระแทก ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่หยิบจับ


อีกหนึ่ง Game Changer คือเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ Silicon-Carbon Battery ความจุสูงถึง 6500mAh ซึ่งปกติความจุระดับนี้เรามักจะเห็นในสมาร์ตโฟนสำหรับเล่นเกมที่มีความหนาเตอะ แต่ด้วยนวัตกรรม Silicon-Carbon 10% ทำให้ REDMI สามารถอัดความจุขนาดนี้ลงในบอดี้ที่ยังคงความบางและจับถือได้สะดวก นอกจากนี้ยังรองรับ 100W HyperCharge ที่ชาร์จเต็มได้ในเวลาเพียง 40 นาที (ตามผลทดสอบใน Lab) และยังมีฟีเจอร์ Xiaomi Surge Battery Management ที่ช่วยยืดอายุ Cycle ของแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานถึง 6 ปี หรือกว่า 1,600 รอบการชาร์จ


ในส่วนของการถ่ายภาพ REDMI Note 15 Pro+ 5G 200MP Main Camera ที่ใช้เซนเซอร์ HPE Sensor รุ่นใหม่ล่าสุด คืออาวุธหลักที่ทรงพลัง ระบบนี้ทำงานร่วมกับ AI Engine 200MP ช่วยให้การซูมแบบ In-sensor Zoom ที่ระยะ 2x และ 4x ให้รายละเอียดที่คมกริบเหมือนใช้เลนส์ Telephoto แยก โดยครอบคลุมระยะโฟกัสตั้งแต่ 23 มม. ถึง 92 มม.




สิ่งที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี DAG HDR (Dual-Action Gate) แบบสามระยะโฟกัส ที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องช่วงการรับแสง (Dynamic Range) ทำให้การถ่ายภาพย้อนแสงหรือสภาพแสงที่มีความเปรียบต่างสูงทำได้ยอดเยี่ยม เก็บรายละเอียดได้ครบทั้งส่วนมืดและส่วนสว่าง รวมถึงรองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 4K ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี DAG เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ AI Wet Touch 2.0 ที่ทำงานร่วมกับ AI Water State Detection รุ่นอัปเกรด ช่วยให้การทัชหน้าจอตอนมือเปียกหรือฝนตกเป็นไปอย่างลื่นไหลและแม่นยำ
เมื่อพิจารณาจากงานออกแบบ REDMI Note 15 Pro+ 5G นำเสนอดีไซน์ที่เรียกว่า Volcanic Deco บริเวณโมดูลกล้องแบบลอยตัว ให้ความรู้สึกที่ดูพรีเมียมและมีมิติมากกว่ารุ่นก่อนๆ การจัดวางเลนส์มีความสมดุลและดูเป็นระเบียบ ไม่รกสายตา ตัวเครื่องมีความโค้งมนรับกับอุ้งมือ ทำให้การจับถือรู้สึกถึงความกระชับตามหลักสรีรศาสตร์ แม้จะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่แต่ความสมดุลของน้ำหนักทำได้ดีเยี่ยม ไม่รู้สึกหัวทิ่มหรือหนักไปทางใดทางหนึ่ง

ในส่วนของงานผิวสัมผัสฝาหลัง โดยเฉพาะสี Mocha Brown (สีน้ำตาล) ให้สัมผัสที่ดูหรูหราและป้องกันรอยนิ้วมือได้ดี ในขณะที่สี Glacier Blue (สีฟ้า) และ Black (สีดำ) ที่ใช้วัสดุแบบ Fiber Glass ก็ให้ความเงางามและสะท้อนความแข็งแกร่งตามคอนเซปต์ Titan Durability งานประกอบบริเวณขอบจอนั้นบางเฉียบ ทำให้พื้นที่หน้าจอ All-Around Liquid Display ดูเต็มตา

เมื่อสำรวจรอบตัวเครื่อง REDMI Note 15 Pro+ 5G จะพบว่าเฟรมกลางได้รับการเสริมความแข็งแกร่งพิเศษเพื่อรองรับแรงกระแทก มีความโค้งมนเล็กน้อยช่วยให้การจับถือเข้ามือและกระชับ






สเปคเบื้องต้นของ REDMI Note 15 Pro+ 5G

เมื่อเข้าสู่การใช้งานจริง Xiaomi HyperOS ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบได้อย่างลื่นไหล ตัวชิปเซ็ต Snapdragon 7s Gen 4 สถาปัตยกรรมขนาด 4nm ถือเป็นขุมพลังใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพสมดุลระหว่างความแรงและการประหยัดพลังงาน การใช้งานทั่วไป การสลับแอปพลิเคชันหรือการเล่นเกมยอดนิยม สามารถทำได้อย่างไม่มีสะดุด


ในด้านความบันเทิง หน้าจอ REDMI Note 15 Pro+ 5G ไม่เพียงแค่คมชัด แต่ยังใส่ใจสุขภาพดวงตาด้วย 3840Hz PWM Dimming ช่วยลดอาการล้าของสายตาเมื่อใช้งานในที่แสงน้อย ผสานกับระบบเสียงที่ได้รับการอัปเกรดให้ดังขึ้นถึง 400% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ให้มิติเสียงที่หนักแน่นผ่านระบบ Dolby Atmos

ในเรื่องของการจัดการความร้อน ระบบ Xiaomi IceLoop ที่เป็นปั๊มลูปสแตนเลสขนาดใหญ่พิเศษ 5,200 ตร.มม. ช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่าระบบทั่วไปถึง 3 เท่า ทำให้เฟรมเรทขณะเล่นเกมต่อเนื่องมีความนิ่ง เครื่องไม่ร้อนจี๋จนจับไม่ได้ นอกจากนี้ฟีเจอร์อย่าง Xiaomi Offline Communication ที่ใช้ชิปฯ Xiaomi Surge T1S Tuner ยังช่วยให้สื่อสารได้แม้ไม่มีสัญญาณเครือข่าย


ด้าน AI รุ่น REDMI Note 15 Pro+ 5G นี้จัดเต็มด้วยการผสาน Google Gemini และ Circle to Search with Google เข้ามาในระบบ ช่วยให้การค้นหาข้อมูลและการทำงานสะดวกขึ้น รวมถึง AI Creativity Assistant ที่มีเครื่องมืออย่าง AI Erase Pro สำหรับลบคนหรือวัตถุออกจากภาพและ AI Beautify ที่ปรับแต่งภาพถ่ายบุคคลให้สวยเป็นธรรมชาติในคลิกเดียว

ราคาและการวางจำหน่าย
REDMI Note 15 Pro+ 5G เปิดราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีวางจำหน่ายสองรุ่นความจุคือ
โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษ
1. ของแถมและสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป
2. โปรโมชั่นพิเศษสำหรับ "พี่ๆ ไรเดอร์" (Driver Exclusive):
ดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่: mi.com/th/event/redmi-note-15-series/
หมายเหตุ: โปรดตรวจสอบเงื่อนไขและจำนวนสิทธิ์คงเหลือก่อนชำระเงิน
REDMI Note 15 Pro+ 5G คือการประกาศศักดาของสมาร์ตโฟนสมาร์ตโฟนระดับกลางที่ครบเครื่องและคุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ณ เวลานี้ มันไม่ใช่แค่สมาร์ตโฟนที่สเปคแรง แต่เป็นสมาร์ตโฟนที่ไว้ใจได้ในทุกสถานการณ์ด้วยความทนทานระดับ Titan Durability ที่ผ่านบททดสอบโหดหินทั้งการตกกระแทกและการกันน้ำและแบตเตอรี่ Silicon-Carbon ที่อึดแบบเหลือเชื่อ หากคุณคือผู่ใช้ที่มองหาสมาร์ตโฟนเครื่องเดียวจบ ใช้งานได้ยาวๆ 3-4 ปี โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเสื่อมเร็วหรือทำตกน้ำ นี่คือตัวเลือกที่ความคุ้มค่าสูงมาก กลุ่มเป้าหมายของรุ่นนี้ชัดเจนมาก คือคนที่ใช้ชีวิตลุยๆ, สายท่องเที่ยว, หรือไรเดอร์ที่ต้องตากแดดตากฝนและต้องการสมาร์ตโฟนที่พร้อมลุยไปกับคุณทุกที่

จอ OLED 10-bit
1188 x 2790 พิกเซล
กล้องหน้า 16MP
Qualcomm Snapdragon 7 Gen 1 Octa Core
Android 13
RAM 8 GB
ROM 256 GB
4,310 mAh
ชาร์จไว 33W
nubia Flip สมาร์ทโฟน หน้าจอ 6.9 นิ้ว Snapdragon 7 Gen 1 Octa Core ราคา 19,990 บาท