แชร์

ปรับขนาดตัวอักษร - ก+ก

เชื่อว่าผู้ใช้งานไอโฟนหลายคนคงเคยเจอปัญหาชวนหงุดหงิดใจ เมื่อหยิบสมาร์ทโฟนคู่ใจขึ้นมาแนบหูแล้วได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นอับชื้น หรือกลิ่น "เปรี้ยว" จางๆ ลอยออกมาจากตัวเคส ทั้งที่ตัวเครื่องก็ดูสะอาดสะอ้านดี ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความสกปรกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์ระหว่างวัสดุของเคส ความร้อน และคราบเหงื่อไคลจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน บทความนี้จึงจะมาแชร์เทคนิคการดูแลรักษาเคสไอโฟนให้ไร้กลิ่นอับ ยืดอายุการใช้งาน และรักษาสุขอนามัยของผู้ใช้ไปพร้อมกัน

เข้าใจสาเหตุ ทำไมเคสไอโฟนถึง “เหม็น” ?

ก่อนจะไปถึงวิธีแก้ ต้องเข้าใจก่อนว่ากลิ่นมาจากไหน โดยหลักๆ มาจาก 3 ปัจจัย

  1. วัสดุ (Materials): เคสไอโฟนประเภท Silicone, TPU (Thermoplastic Polyurethane) หรือยางสังเคราะห์ มีรูพรุนขนาดเล็ก (Porous) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รูพรุนเหล่านี้สามารถดูดซับของเหลว เหงื่อ และน้ำมันจากมือเข้าไปสะสมได้
  2. ความร้อน (Heat): ไอโฟนปล่อยความร้อนออกมาตลอดเวลา โดยเฉพาะขณะชาร์จหรือเล่นเกม ความร้อนนี้จะไปเร่งปฏิกิริยาหมักหมมของแบคทีเรียที่เกาะอยู่บนเคสไอโฟน
  3. ความชื้นสะสม: การล้างมือแล้วเช็ดไม่แห้งก่อนจับโทรศัพท์ หรือเหงื่อที่ซึมเข้าไปอยู่ระหว่าง "ฝาหลังเครื่อง" กับ "ตัวเคส" คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราและกลิ่นอับ

3 ขั้นตอนขจัดกลิ่นและดูแลรักษา

1. การทำความสะอาดตามประเภทวัสดุ (Material-Based Cleaning)

การใช้น้ำเปล่าเช็ดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ฝังลึก แต่การใช้น้ำยาผิดประเภทก็อาจทำลายสารเคลือบผิวเคสได้

  • เคส Silicone และ TPU (เคสยาง/พลาสติกนิ่ม): วัสดุนี้ดูดซับกลิ่นได้ง่ายที่สุด วิธีแก้คือการ "Detox" เคส ผสมน้ำอุ่นกับเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) และน้ำยาล้างจานเล็กน้อย นำเคสลงไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดซับกลิ่นอับและขจัดคราบเหลือง จากนั้นใช้แปรงสีฟันขนอ่อนขัดเบาๆ ตามซอกมุม
  • เคส PC (Polycarbonate) หรือพลาสติกแข็ง: วัสดุนี้รูพรุนน้อย กลิ่นมักเกาะแค่ผิวภายนอก สามารถใช้ผ้า Microfiber ชุบแอลกอฮอล์ 70% เช็ดทำความสะอาดได้เลย (ระวังหากเคสไอโฟนมีการสกรีนลาย แอลกอฮอล์อาจทำให้ลายหลุดลอกได้ ให้ใช้น้ำสบู่แทน)
  • เคสหนัง (Leather): ห้ามนำไปล้างน้ำหรือแช่น้ำเด็ดขาด เพราะจะทำให้หนังเสียทรงและเกิดกลิ่นเหม็นเน่ากว่าเดิม ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องหนังโดยเฉพาะ (Leather Cleaner) และตามด้วยครีมบำรุงเพื่อป้องกันหนังแห้งแตก

2. อย่ามองข้าม "ด้านใน" ของเคส

หลายคนเช็ดแต่ด้านนอกเพราะกลัวเคสไอโฟนเก่า แต่ความจริงแล้ว "ด้านในเคส" ที่สัมผัสกับหลังเครื่องไอโฟนคือจุดบอดที่น่ากลัวที่สุด ฝุ่นละอองเล็กๆ (Micro-dust) จะเข้าไปเสียดสีจนเครื่องเป็นรอย และความชื้นจะถูกขังไว้ในช่องว่างนี้ แนะนำให้ถอดเคสออกมาเช็ดด้านในและหลังเครื่องไอโฟนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อระบายอากาศและลดการสะสมของเชื้อรา
 
3. พฤติกรรมการใช้งานเพื่อป้องกันกลิ่นกลับมา

  • เลี่ยงการชาร์จแบตฯ ทั้งที่ใส่เคสหนา: หากใช้เคสกันกระแทกที่มีความหนามาก ความร้อนจะระบายออกยาก ทำให้เคสอุ่นและชื้น เป็นสภาวะที่แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี หากเป็นไปได้ควรถอดเคสขณะชาร์จ หรือเลือกเคสที่มีเทคโนโลยีระบายความร้อน (Heat Dissipation)
  • มือเปียกอย่าเพิ่งจับ: กฎเหล็กคือ มือต้องแห้งก่อนจับถือเสมอ คราบโปรตีนจากเหงื่อและน้ำมันบนนิ้วมือคืออาหารของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่น
    เมื่อไรที่ควร "ทิ้ง"

แม้จะดูแลดีแค่ไหน แต่วัสดุทุกชนิดมีอายุไข หากเคสไอโฟนเริ่มมีอาการ "ยางเหนียว" (Polymer Degradation) หรือมีจุดราดำขึ้นที่ไม่สามารถขัดออกได้ นั่นคือสัญญาณอันตรายว่าโครงสร้างวัสดุเสื่อมสภาพและกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคถาวร การฝืนใช้ต่อนอกจากจะเหม็นติดมือแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวหนังและทางเดินหายใจได้

การลงทุนซื้อเคสไอโฟนคุณภาพดีที่มีการเคลือบสาร Anti-Microbial อาจช่วยยืดระยะเวลาการเกิดกลิ่นได้ แต่ท้ายที่สุด "ความสะอาด" คือหัวใจสำคัญ การสละเวลาเพียง 5 นาทีต่อสัปดาห์มาดูแล "เสื้อเกราะ" ของไอโฟน จะช่วยให้การใช้งานมีความสุข ปลอดภัย และดูดีสมฐานะสมาร์ทโฟนเรือธงที่อยู่ในมือ

ติดตามข่าวสารมือถือได้ที่
www.facebook.com/siamphonedotcom

ทำนายเบอร์มือถือ เบอร์สวย เบอร์มงคล
รับซื้อมือถือ รับเครื่องถึงบ้าน
บูลอาเมอร์ ฟิล์มกระจกกันรอยมือถือ

ไฮไลท์ข่าวเด่น

อ่าน

แบ่งปันบทความ

มือถือออกใหม่