vivo X300 FE เป็นอีกหนึ่งสมาร์ตโฟนเรือธงที่เน้นบาลานซ์ระหว่างดีไซน์ ขนาดตัวเครื่อง และประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว เพราะแม้จะมาพร้อมตัวเครื่องที่บางเบาและจับถือสะดวก แต่ภายในกลับอัดสเปคมาแบบจัดเต็ม ทั้ง Snapdragon® 8 Gen 5 หน้าจอ AMOLED 120Hz และแบตเตอรี่ BlueVolt 6500mAh รวมถึงระบบกล้อง ZEISS ที่ชูจุดเด่นด้านการถ่ายพอร์ตเทรตและซูมระยะไกล พร้อม AI Creative Camera ที่เพิ่มลูกเล่นในการถ่ายภาพให้สนุกมากขึ้น ซึ่งในรีวิวนี้เราจะพาไปดูแบบละเอียดกันว่า vivo X300 FE จะตอบโจทย์การใช้งานจริงได้มากแค่ไหน
ดีไซน์กะทัดรัด พรีเมียม จับถนัดมือ
vivo X300 FE มาในดีไซน์สมาร์ตโฟนเรือธงไซซ์กะทัดรัด ด้วยหน้าจอแบนขนาด 6.31 นิ้ว ทำให้ถือใช้งานมือเดียวได้ง่าย ตัวเครื่องบางเพียง 7.99 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 191 กรัม ทำให้พกพาสะดวก พร้อมขอบหน้าจอบางเพียง 1.32 มิลลิเมตร ช่วยเพิ่มพื้นที่การแสดงผลให้เต็มตายิ่งขึ้น ไม่ว่าจะดูคอนเทนต์หรือเล่นเกมก็ให้ความรู้สึก immersive มากขึ้น

อีกจุดที่โดดเด่นคือโมดูลกล้องแบบ Dynamic ที่จัดวางแนวนอน ช่วยให้จับถือได้มั่นคงขึ้น และลดโอกาสเผลอสัมผัสหน้าเลนส์ระหว่างใช้งาน ฝาหลังใช้เทคโนโลยี Metalic Sand AG ที่ให้สัมผัสนุ่มมือ พร้อมช่วยลดรอยนิ้วมือและคราบมันได้ดี ขณะที่กรอบตัวเครื่องเป็นโลหะ เพิ่มความแข็งแรงสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

กล้อง ZEISS ซูมไกล พร้อม AI ช่วยรีดรายละเอียด
จุดขายหลักของ vivo X300 FE คือระบบกล้อง ZEISS ที่เน้นการถ่ายภาพระยะไกล โดยมาพร้อมกล้องหลัก 50MP ZEISS Main Camera ใช้เซนเซอร์ Sony IMX921 พร้อมกันสั่น OIS และกล้อง 50MP ZEISS APO Telephoto Camera ใช้เซนเซอร์ Sony IMX882 รองรับซูมระยะ 3x รวมถึงกล้อง Ultra Wide 8MP และกล้องหน้า ZEISS 50MP Auto Focus สำหรับสายเซลฟี่และวิดีโอคอล

ระบบ AI ภายในกล้องยังถูกเสริมด้วย NICE 3.0 Optical Reconstruction Engine และ MAGIC 2.0 Image Restoration Engine ที่ช่วยประมวลผลภาพตั้งแต่ระดับ RAW เพื่อรักษารายละเอียด แสง และ texture ของภาพให้ดูเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเวลาซูมเกิน 20x ระบบจะช่วยเพิ่มโอกาสได้ภาพคมชัดมากขึ้นประมาณ 20%










สำหรับสายพอร์ตเทรต vivo X300 FE ยังมี ZEISS Multifocal Portrait ที่เลือกใช้งานระยะยอดนิยมได้ถึง 5 ระยะ ตั้งแต่ 23mm ไปจนถึง 100mm พร้อมโทนสีและโบเก้สไตล์ ZEISS ช่วยให้ภาพบุคคลมีเอกลักษณ์มากขึ้น ทั้งยังรองรับ Flash Portrait ที่สามารถปรับการกระจายแสงตามระยะเลนส์ เพื่อช่วยให้การถ่ายคนในที่แสงน้อยยังได้ภาพที่ดูมีมิติและคมชัด




Stage Mode เกิดมาเพื่อสายคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ
อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ Stage Mode ซึ่งออกแบบมาสำหรับการถ่ายคอนเสิร์ตและเวทีแสงน้อยโดยเฉพาะ ระบบจะทำงานร่วมกับ Telephoto Magic 2.0 algorithm และ GTR 3.0 optimizations เพื่อช่วยให้ภาพระยะไกลยังคงคมชัด เก็บรายละเอียดใบหน้าได้ดี พร้อมถ่ายทอดสีและบรรยากาศของการแสดงได้สมจริง


ตัวระบบรองรับการซูมช่วง 3x–10x ที่เหมาะกับการถ่ายระยะประมาณ 3–10 เมตร และยังสามารถถ่ายวิดีโอ 4K 60FPS ผ่านเลนส์ Telephoto ได้โดยตรง ช่วยให้ได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอที่ลื่นไหล แม้อยู่ในสภาพแสงค่อนข้างจำกัดบนเวที นอกจากนี้ยังมีโหมด Concert Dual-View ที่สามารถบันทึกภาพจากสองกล้องพร้อมกันได้ ทั้งแบบกล้องหน้า + กล้องหลัง หรือกล้องหลัง + กล้องหลัง เหมาะกับคนที่อยากเก็บทั้งบรรยากาศหน้าเวทีและรีแอ็กชันของตัวเองไปพร้อมกัน
vivo ZEISS Telephoto Extender Gen 2 เพิ่มพลังซูมระดับ 200mm
vivo ยังพัฒนาอุปกรณ์เสริมร่วมกับ ZEISS อย่าง vivo ZEISS 200mm Telephoto Extender Gen 2 ที่ช่วยเพิ่มระยะซูมเทียบเท่า 200mm หรือประมาณ 7x เมื่อใช้งานร่วมกับ vivo X300 FE โดยตัวเลนส์มีน้ำหนักเพียง 153 กรัม เบากว่าเดิมถึง 27% ทำให้พกพาได้สะดวกขึ้น


ภายในใช้โครงสร้างเลนส์แบบ Kepler พร้อมชิ้นเลนส์ทั้งหมด 15 ชิ้น และผ่านมาตรฐาน ZEISS APO ที่ช่วยควบคุมความคลาดสีและการกระจายแสง ทำให้การซูมระยะไกลยังคงได้รายละเอียดที่คมชัดและสีไม่เพี้ยน เหมาะทั้งการถ่ายคอนเสิร์ต ถ่ายวิว หรือเก็บภาพระยะไกลที่ปกติสมาร์ตโฟนทั่วไปอาจทำได้ไม่ถึง





หน้าจอสีสันจัดเต็ม พร้อมสแกนนิ้วแบบ Ultrasonic
vivo X300 FE ใช้หน้าจอ ZEISS Master Color Display ความละเอียด 1.5K รองรับการแสดงผล 1.07 พันล้านสี พร้อมขอบเขตสี P3 Cinematic Wide Color Gamut และรองรับ Netflix HDR ช่วยให้การดูหนังหรือคอนเทนต์ต่างๆ มีสีสันสดและรายละเอียดครบมากขึ้น หน้าจอยังรองรับความสว่างสูงสุดแบบ Local Peak Brightness ที่ 5000nits ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดแม้อยู่กลางแจ้ง รวมถึงผ่านมาตรฐาน SGS Certification ที่ช่วยลดแสงสีฟ้าเพื่อถนอมสายตาเมื่อใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน


ด้านระบบปลดล็อกใช้ 3D Ultrasonic Fingerprint Scanning 2.0 ที่รองรับการสแกนนิ้วแม้มือเปียกหรือมีเหงื่อ พร้อมวางตำแหน่งเซนเซอร์สูงขึ้นเพื่อให้แตะใช้งานได้สะดวกกว่าเดิม
Snapdragon 8 Gen 5 พร้อมระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่
ด้านประสิทธิภาพ vivo X300 FE ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 8 Gen 5 ชิปเซ็ตเรือธงที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานหนัก ทั้งเล่นเกม เปิดหลายแอปฯ หรือทำงานพร้อมกัน โดยใช้โครงสร้างแบบ “2+6 All-Big-Core Design” เพื่อช่วยเพิ่มความลื่นไหลในการประมวลผล

ภายในยังใช้หน่วยความจำ LPDDR5X Ultra RAM และ UFS 4.1 Storage ที่ช่วยให้การเปิดแอป โหลดไฟล์ หรือสลับงานทำได้รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงมีระบบระบายความร้อน VC Liquid Cooling ขนาด 4005 ตารางมิลลิเมตร ที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่แม้ใช้งานหนักต่อเนื่อง
แบตเตอรี่ใหญ่ ชาร์จไว พร้อมความทนทานระดับเรือธง
แม้ตัวเครื่องจะบาง แต่ vivo X300 FE ให้แบตเตอรี่ BlueVolt ขนาด 6500mAh รองรับชาร์จไว 90W FlashCharge และชาร์จไร้สาย 40W Wireless Charging รวมถึงรองรับ Bypass Charging และมาตรฐานชาร์จ PD 3.0 กับ QC 2.0 ด้วย


ในด้านความทนทาน ตัวเครื่องรองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 และ IP69 สามารถทนฝนต่อเนื่องและแช่น้ำลึกสูงสุด 1.5 เมตรได้ พร้อมผ่านมาตรฐาน SGS 5 ดาว และ MIL-STD-810H ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องแรงกระแทกและการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ฟีเจอร์เชื่อมต่อครบ ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Apple ได้
vivo X300 FE รองรับการเชื่อมต่อข้ามอุปกรณ์ได้หลากหลาย ทั้ง iPad, MacBook, AirPods รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อกับ Windows ผ่านระบบ Screen Mirroring และ One Tap Transfer สำหรับส่งไฟล์ระหว่าง vivo กับ iPhone ได้ทันที

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่าง Origin Island ที่แสดงข้อมูลสำคัญแบบเรียลไทม์ และ vivo Spatial Audio ที่ช่วยเพิ่มมิติของเสียงให้ดู immersive มากขึ้น โดย vivo ยังให้การอัปเดตความปลอดภัยนานสูงสุด 7 ปี และอัปเดตระบบ 5 ปี เพื่อให้ตัวเครื่องยังใช้งานได้ลื่นไหลในระยะยาว
สเปคเบื้องต้นของ vivo X300 FE

จอ OLED 10-bit
1188 x 2790 พิกเซล
กล้องหน้า 16MP
Qualcomm Snapdragon 7 Gen 1 Octa Core
Android 13
RAM 8 GB
ROM 256 GB
4,310 mAh
ชาร์จไว 33W
nubia Flip สมาร์ทโฟน หน้าจอ 6.9 นิ้ว Snapdragon 7 Gen 1 Octa Core ราคา 19,990 บาท